วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

"ทุเรียนเทศ" แก้มะเร็ง..ไตพัง



สวัสดีครับท่านผู้อ่านและติดตาม blog ทุกๆท่าน ต้องขออภัยด้วยครับที่ผมห่างหายจาก blog แห่งนี้ไปหลายปีด้วยปัจจจัยหลายๆด้าน ประกอบกับมีอาชีพอื่นที่ต้องทำ วันนี้ก็นำบทความดีๆเกี่ยวกับ ทุเรียนเทศ มาฝากกันครับ เมื่อหลายเดือนก่อน ทั้งข่าวทีวีและอินเตอร์เน็ต มีข่าวดังพาดหน้าหนึ่งเกือบทุกๆช่องทุกๆฉบับเกี่ยวกับ ทุเรียนเทศ สามารถบรรเทาและรักษาโรคมะเร็งได้ (ว้าว ดีมากเลย) ผมขอหยิบบทความจากหนังสือพิมพ์แห่งหนึ่งมานำเสนออย่างนี้หนะครับ
เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า กระแสฮิตกินทุเรียนเทศ ช่วยแก้โรคมะเร็งได้นั้น เป็นความเชื่อที่ยังไม่ถูกต้อง เพราะยังไม่ปลอดภัยเต็มร้อย เนื่องจากมีผลข้างเคียงอย่างอื่นตามมาได้
จากกรณีเกิดกระแสในโลกสังคมออนไลน์ว่า ใบทุเรียนเทศสามารถรักษาโรคมะเร็งได้ จนมีการนำใบทุเรียนเทศมาเสนอขายกันทางออนไลน์ในราคาสูงถึง กก.ละ 600-800 บาท และประชาชนได้สอบถามข้อมูลในเรื่องนี้จากสถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข อย่างต่อเนื่อง นพ.อภิชัย มงคล อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เผยว่า จากกรณีที่มีประชาชนสอบถามข้อมูลเรื่องสมุนไพร ทุเรียนเทศ เข้ามาที่สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กันอย่างต่อเนื่อง หลังจากมีการเผยแพร่สรรพคุณของ ใบทุเรียนเทศว่าสามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้ดีกว่ายาเคมีบำบัดทางโลกออนไลน์ และมีผลิตภัณฑ์จากใบทุเรียนเทศจำหน่ายในรูปแบบต่างๆ เช่น แคปซูล ชาชง
สถาบันวิจัยสมุนไพรได้ค้นคว้ารายงานวิจัยของต่างประเทศพบว่า แม้สารสกัดจากใบทุเรียนเทศมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ สามารถเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งเต้านม ปอด ตับ ตับอ่อน และผิวหนังได้ก็ตาม
แต่ขณะเดียว กันใบทุเรียนมีสารที่เป็นพิษต่อเซลล์ประสาทของมนุษย์ด้วยเช่นกัน และผลการศึกษาในต่างประเทศ ยังพบด้วยว่าหนูทดลองที่ได้รับสารสกัดใบทุเรียนเทศในปริมาณสูงมีผลต่อการทำงานของไตอีกด้วย

อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ บอกอีกว่า ฉะนั้นในขั้นนี้จึงยังไม่ควรที่จะนำใบทุเรียนเทศมาบริโภคเพื่อรักษามะเร็ง ต้องรอการศึกษาหาวิธีสกัดสารต้านมะเร็งแยกออกจากสารทำลายเซลล์ประสาทและไตให้ได้เสียก่อน ถึงจะบริโภคได้ปลอดภัย ซึ่งขณะนี้สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มีแผนศึกษาวิจัยในเรื่องนี้แล้ว.

บทความสุขภาพ,ส่งเสริมสุขภาพ,อาหารเพื่อสุขภาพ,สุขภาพเด็ก,สุขภาพจิต,การดูแลสุขภาพ,สูตรอาหารเพื่อสุขภาพ,ข่าวสุขภาพ,เมนูอาหารเพื่อสุขภาพ,เคล็ดลับสุขภาพ,เกร็ดความรู้เรื่องสุขภาพ,อาหารไทยเพื่อสุขภาพ

วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2556

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ 2 in 1


สวัสดีครับท่านผู้ติดตาม บทความสุขภาพ ทุกๆท่าน วันนี้ผม ขอนำ 2 เกร็ดความรู้เรื่องสุขภาพ ที่น่าสนใจมาฝากครับผม เป็นบทความสุขภาพที่ผม ได้เจอในหนังสือชีวจิตครับ แต่จำไม่ได้ว่าฉบับไหนครับ มาดูเกร็ดความรู้เรื่องสุขภาพ เรื่องแรกที่นำมาฝากกันเลยครับผม
กินมื้อเช้าลดหัวใจวาย
      
เคล็ดลับห่างไกลโรคฉบับทำง่าย อาจารย์สาทิส อินทรกำแหง กูรูต้นตำรับชีวจิต บอกว่า ต้องกินมื้อเช้าครับ งั้นแสดงว่าอาหารมื้อเช้ามีความสำคัญต่อสุขภาพเรามากๆเลยแน่นอนครับ
       โดยพลังของอาหารเช้าสามารถป้องกันโรคได้มากมายแม้แต่ภาวะหัวใจวาย ตามรายงานของวารสาร
Circulation โดยสมาคม โรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา
      
16 ปีในการศึกษากลุ่มชายจำนวน 26,902 คน ที่มีอายุระหว่าง 45-82 ปี พบว่าคนที่ไม่ชอบกินอาหารเช้าจะเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายหรือเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจมากที่สุด
       เพาะหากขาดอาหารตอนเช้า จะทำให้กระบวนการเมแทบอลิซึมในร่างกายทำงานผิดปกติ แต่ก่อนอื่น มักทำให้เป็นโรคสำคัญๆก่อน ไม่ว่าจะเป็นโรคอ้วน ความดันโลหิตสูง คอเลสเตอรอลสูง หรือโรคเบาหวาน จากนั้นจึงถึงคิวของโรคหลอดเลือดหัวใจ
       เมื่อรู้อย่างนี้แล้วท่านผู้อ่านทุกท่านคงหันกลับไปคิดทบทวนเรื่องการรับประทานอาหารเช้าก่อนไปทำงานหนะครับผม แค่กาแฟตอนเช้าคงไม่เพียงพอแล้วนะครับบบบบบบบบบบบ
       สำหรับเกร็ดความรู้เรื่องสุขภาพ ที่
2 นี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับสาวๆโดยตรงเลยครับ แต่ก็คงมีไม่มากหรอกครับที่จะเป็นแบบบทความที่จะเล่าต่อจากนี้ นั่นคือเรื่องการหลับคาเครื่องสำอาง ซึ่งจะทำให้หน้าเราแก่ไปเป็นสิบๆปี
       สถิติล่าสุดชี้ว่า ผู้หญิงจะนอนหลับคาเครื่องสำอางสัปดาห์ละ
1-2 ครั้ง ด้วยความอยากรู้ลึกรู้จริง จึงมีการทดสอบให้ผู้หญิงนอนหลับโดยไม่ล้างเครื่องสำอางติดต่อกันนานเป็นเวลา 1 เดือน
       ระบบคอมพิวเตอร์รายงานผลของความซกมกอย่างสม่ำเสมอโดยเปรียบเทียบสภาพก่อนและหลังทดลองว่า
       บนใบหน้าของเธอปรากฏสิวในขนาดเม็ดที่ใหญ่กว่าเดิม ผิวแห้งและขรุขระ เนื่องจากออกซิเจนเข้าสู่ผิวได้ไม่เต็มที่ ผิวบางแห่งก็เป็นผื่นแดง ส่วนริ้วรอยมีความลึกขึ้นเพราะผิวขาดความยืดหยุ่น นอกจากนี้ตายังมีอาการบวมแดง ขนตาร่วง ปากแห้ง และมุมปากแตก
       ข่าวร้ายกว่านั้นครับ แค่หนึ่งเดือนก็มีผลให้ใบหน้าดูแก่ขึ้นถึงสิบปี รวมถึงใบหน้าดูเหนื่อยล้าและอ่อนเพลีย อยู่ตลอดเวลา
ขอฝากหัวข้ออื่นๆที่มีประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านทุกๆท่านครับผม

วันศุกร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2556

โรคริดสีดวงทวารมีกี่ชนิด


สวัสดีครับ ท่านผู้ติดตาม บทความสุขภาพทุกๆท่าน หายไปนานเลยสำหรับบทความสุขภาพครับ เพราะงานหลายคักๆ นั่งทำงานนานจนเป็นริดสีดวงทวารหนัก วันนี้เลยหยิบบทความสุขภาพนี้มาฝากครับ หยิบมาจากเว็บกาปุ๊กครับ

          อยากรู้ไหมว่า โรคริดสีดวงทวารมีกี่ชนิด และการรักษามีกี่วิธี แล้ววิธีไหนได้ผลดีที่สุด...นพ.วรุตม์ โล่สิริวัฒน์ จะมาให้คำตอบเกี่ยวกับโรคริดสีดวงทวารค่ะ
          สำหรับโรคริดสีดวงทวาร เป็นโรคที่พบบ่อย อาการส่วนใหญ่ของริดสีดวงทวาร คือ ถ่ายอุจจาระเป็นเลือดแดงสด หรือมีก้อนโผล่ขณะถ่ายอุจจาระ การกินอาหารที่มีกากใยน้อย อาหารรสจัด หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาจกระตุ้นอาการของริดสีดวงทวารให้เป็นมากขึ้นได้ แต่ไม่ใช่สาเหตุโดยตรง

การรักษาโรคริดสีดวงทวารขึ้นอยู่กับชนิด และระยะของโรค

          
 หากเป็นริดสีดวงทวารระยะแรก หัวยังอยู่ภายใน ไม่เจ็บ แต่จะมีเลือดออกได้
          
 ระยะที่ 2 จะมีหัวริดสีดวงยื่นออกมาจากปากทวารเมื่อถ่ายอุจจาระ แต่จะหดกลับเข้าไปเองได้
          
ริดสีดวงทวารทั้ง 2 ระยะนี้ สามารถรักษาโดยให้ยากิน หรือยาเหน็บทางทวารหนัก ร่วมกับการปรับพฤติกรรมของผู้ป่วย และอาจพิจารณาการรัดหัวริดสีดวงทวารด้วยยาง หรือฉีดยาเข้าไปในตำแหน่งริดสีดวงทวารที่เลือดออก
            ระยะที่ 3 และ 4 ริดสีดวงทวารใหญ่มากเกินกว่าจะกลับเข้าไปเอง ต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเท่านั้น

          สำหรับการผ่าตัดจะขึ้นกับจำนวนและชนิดของริดสีดวงทวาร รวมทั้งความชำนาญของศัลยแพทย์ เช่น ริดสีดวง 1-2 ตำแหน่ง อาจใช้อุปกรณ์พิเศษช่วยในการตัดริดสีดวงทวารโดยไม่ต้องใช้ไหมเย็บแผล แต่ถ้าริดสีดวงทวาร 3 ตำแหน่งขึ้นไป อาจใช้เครื่องมือตัดต่อเยื่อบุลำไส้ชนิดกลม โดยการตัดและเย็บนี้จะเกิดตามแนวเส้นรอบวงของช่องทวารหนัก ทำให้สามารถตัดหัวริดสีดวงออกได้ทุกหัว และไม่ทำให้รูทวารหนักแคบลง อีกทั้งแนวการเย็บแผลอยู่สูงกว่าปากทวารหนัก ผู้ป่วยจะไม่แผลภายนอกเลย รวมถึงเจ็บปวดก้นหลังผ่าตัดน้อย
          ทั้งนี้ แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาตามความเหมาะสม เนื่องจากการผ่าตัดแบบใหม่นี้มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ หากไม่ใช่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
          
ส่วนวิธีป้องกันโรคริดสีดวงทวารนั้น ควรกินอาหารที่มีกากใยมากขึ้น ดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้ว ลดอาหารประเภทไขมัน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงการเบ่งอุจจาระนาน ๆ หรือนั่งอ่านหนังสือในขณะขับถ่าย
ขอฝากหัวข้ออื่นๆที่มีประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านทุกๆท่านครับผม

วันพฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2556

การดูแลสุขภาพช่องปากเด็กปฐมวัย

การดูแลสุขภาพช่องปากเด็กปฐมวัย
สุขภาพฟันเ็ด็ก

       สวัสดีครับ มิตรรักแฟนคลับ บทความสุขภาพ ทุกๆท่าน นานแล้วที่ไม่มีโอกาสได้เขียนบทความ เนื่องจากช่วงนี้ได้มีโอกาสเข้าร่วมเป็นวิทยากรในเรื่อง ของการลงข้อมูล ในระบบ 43 แฟ้ม ของ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด  เลยเป็นสาเหตุให้ห่างหายจากบทความสุขภาพไปนานโขเลย   จริงๆบทความบทนี้ว่าจะเขียนนานแล้ว หลังจากเมื่อช่วงต้นเดือนที่มีวันหยุดยาวๆ และได้ลงไปหาเจ้าตัวเล็กที่สุรินทร์ และช่วงที่อยู่กับลูกสาวหลายๆวันก็ได้สังเกตพฤติกรรมการแปรงฟันของลูกสาว พบว่าเจ้าตัวเล็กไม่ค่อยอยากแปรงฟันครับ สาเหตุเพราะว่าเวลาแปรงเขาจะรู้สึกอยากอาเจียน และเจ็บเนื้อบริเวณโคนฟันครับ แม่บ้านก็เลยหาวิธีทำอย่างไรให้เขาแปรงเองได้ ก็เลยชวนกันเล่นแปรงฟันโดยแปรงทั้งแม่ พ่อ ลูกพร้อมๆกัน เวลาเจ้าตัวเล็กแปรงก็ให้เขาแปรงแบบไม่ต้องอ้าปากครับให้เอาฟันสบกันแล้วก็แปรงๆๆ แรกๆให้ทำแบบนี้ไปก่อนแล้วค่อยให้ฝึกแปรงฟันด้านใน ผลปรากฏว่าช่วงที่อยู่กับลูก 2 อาทิตย์ลูกสาวแปรงฟันเองได้แล้ว และทุกๆครั้งก่อนอาบน้ำเขาจะเรียกร้องที่จะแปรงฟันเอง มันเกือบสายไปที่เจ้าตัวเล็กมาเริ่มแปรงฟันตอนนี้เพราะว่า ฟันเขาก็เริ่มมีหินปูนพอสมควรแล้วครับ เข้าเรื่องกันเลยดีกว่าเนอะ
       วันนี้ขอพูดถึงเรื่อง การดูแลสุขภาพช่องปากเด็กปฐมวัยครับ โดยขออ้างอิงเอกสารจาก กองทันตสาธารณสุข กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขครับผม
สิ่งแรกที่ควรรู้เกี่ยวกับฟันเจ้าตัวน้อยๆคือ
ฟันน้ำนม ทำหน้าที่อะไร สำคัญไหมเอ่ย
       1. เคี้ยวอาหารดี เพื่อการเจริญเติบโตและแข็งแรง
       2. ป้องกันฟันแท้เก
       3. ออกเสียงได้ชัดเจน
       4. ช่วยให้ใบหน้าเด็กสวยงาม ครับผม
ฟันน้ำนมผุ ส่งผลเสียไหมเอ่ย
      
1. เคี้ยวอาหารไม่ละเอียด
      
2. มักไม่อยากกินอาหาร
 
      3. ฟันผุรุนแรงทำให้เจ็บปวด ไม่สบาย สนใจเรียนรู้น้อยลง
      
4. อาจมีอาการปวดบวมตามใบหน้า
      
5. เด็กมักสูญเสียความมั่นใจในการพูด หรือยิ้ม
การดูแลฟันตามวัยพัฒนาการของเด็ก
      
1. 0 – 6 เดือน นมแม่อย่างเดียว นมแม่มีสารอาหารพอเพียงสำหรับเด็ก
      
2. 4 – 6 เดือน ฝึกเลิกนมมื้อดึกและดื่มนมจากถ้วยเพราะเด็กสามารถบังคับกล้ามเนื้อมือและปากได้บ้าง
       3. 6 – 8 เดือน แปรงฟันให้เด็กเมื่อฟันซี่แรกขึ้น เพื่อให้ฟันสะอาดและแข็งแรงแปรงฟันให้เด็กทุกวันตลอดช่วงปฐมวัย
      
4. 9 – 12 เดือน ฝึกเลิกนมขวดเพราะเด็กเริ่มสนใจอาหารอื่นๆ
      
5. 12 เดือน พบหมอฟัน เพื่อตรวจฟันและรับคำแนะนำการดูแลฟันเด็ก
      
6. 12 – 18 เดือน เลิกกินนมขวดเด็ดขาด หากเกิน 18 เดือน จะเลิกยากเพราะเด็กชอบทำตรงข้ามกับที่บอก
      
7. 18 – 24 เดือน ฝึกกินผลไม้เป็นอาหารว่าง เพราะเด็กวัยนี้ชอบลองอาหารที่มีเนื้อมากขึ้น
      
8. 3 – 5 ปี ฝึกนิสัยการแปรงฟันเด็กต้องการความรัก และอยากเป็นคนเก่งจะพยายามทำในสิ่งที่พ่อแม่ชอบ ควรฝึกหัดการแปรงฟัน และพ่อแม่ช่วยแปรงซ้ำทุกๆครั้ง
อาหารว่างเพื่อเด็กฟันดี มีสุขภาพแข็งแรง
      
เลือกอาหารว่างที่ดีสำหรับเด็ก เช่น นมสด นมรสจืดมีแคลเซียมสูง เสริมสร้างกระดูกและฟัน ผลไม้ สดสะอาด มีวิตามิน เกลือแร่และใยอาหาร ทำให้ร่างกายแข็งแรง  ส่วนขนม มีสารอาหาร ไม่น้อยกว่า 2 ชนิด เช่น กล้วยบวชชี ถั่วเขียวต้มน้ำตาล ฟักทองแกงบวด ขนมปังโฮลวีท แซนวิช
หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้ฟันผุ
/อ้วน
      
อาหารที่มีน้ำตาล ไขมันสูง เช่น นมหวาน นมเปรี้ยว น้ำหวาน น้ำอัดลม ลูกอม ทอฟฟี่ ขนมถุงสำเร็จ
แปรงฟันให้เด็กทุกวันเพื่อให้ฟันแข็งแรง
      
1. เลือกแปรงสีฟันขนนุ่ม
      
2. ใช้ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์เล็กน้อย
      
       อายุ 6 เดือน ถึง ปีครึ่งแตะแปรงพอชื้น
              อายุ ปีครึ่ง ถึง
3 ปี ใช้ขนาดเมล็ดถั่วเขียว
      
       อายุ 3 ถึง 6 ปี ใช้ขนาดเมล็ดข้าวโพด
       3. แปรงฟันอย่างถูกวิธีแปรงไปมาแนวนอนสั้นๆแปรงทุกซี่ทั้งด้านนอกด้านในและด้านบดเคี้ยว
สุดท้ายนี้ขอฝากหัวข้ออื่นๆที่มีประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านทุกๆท่านครับผม

วันจันทร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เกร็ดความรู้เรื่องสุขภาพ : การให้บริการวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ สำหรับผู้ที่มีโรคเรื้อรัง


เกร็ดความรู้เรื่องสุขภาพ : การให้บริการวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ สำหรับผู้ที่มีโรคเรื้อรัง                                          
        สวัสดีครับท่านผู้ติดตาม
บทความสุขภาพทุกๆท่าน ถือว่าช่วงนี้เข้าสู่ฤดูฝนอย่างเต็มตัวแล้วซะนะครับ ห่างหายจากบทความสุขภาพแห่งนี้ไปหลายวัน ก็ไม่ได้เงียบหายไปไหนหรอกครับ เผอิญนานๆจะมีโอกาสได้หยุดยาวซักทีเลยขอลาพักร้อนจากงานยุ่งเพิ่มอีกสามวันทำให้เราได้วันหยุดเพิ่มเป็น 1 สัปดาห์เต็มๆเลยครับ ก็ได้โอกาสกลับไปหาลูกสาว (น้องอันซายด์) ที่สุรินทร์ครับ ช่วงที่ไปอยู่นี่ฝนตกเกือบทุกวันเลยครับ แทบไม่ได้ออกไปไหนเลยคลุกอยู่แต่กับลูกสาว  นั่งเล่นกับลูกไปก็คิดไปถึงเรื่อง โรคภัยไข้เจ็บที่จะเกิดขึ้นในฤดูฝน นี้คงหนีไม่พ้น โรคไข้หวัด และช่วงก่อนลงมาหาลูกสาวตัวน้อยทางที่ทำงานก็เร่ง ออกฉีดวัคซีนให้ กลุ่มเสี่ยงต่างๆ วันนี้เลยอยากทำ บทความสุขภาพเกี่ยวกับ เกร็ดความรู้เรื่องสุขภาพ : การให้บริการวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ สำหรับผู้ที่มีโรคเรื้อรัง จริงๆแล้วถ้าจะให้พูดถึงตัวโรคไข้หวัดใหญ่แล้ว มีเรื่องให้พูดให้เล่าอีกเยอะแยะมากมายแต่วันนี้อยากพูดถึงในกลุ่มที่เป็นโรคเรื้อรังเพราะประเทศไทยเรามีคนเป็นกลุ่มนี้เยอะมากครับผม จริงๆแล้วเรื่องการให้บริการวัคซีนนี้เป็นนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขครับ มีมานานแล้วหละ มาดูกลุ่มเป้าหมายที่ควรจะได้รับวัคซีนกันครับ กลุ่มเป้าหมายที่ว่านี้เป็นกลุ่มเป้าหมายที่เป็นโรคเรื้อรัง ซึ่งได้แก่ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด หัวใจ หลอดเหลือสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งต่างๆที่อยู่ระหว่างเคมีบำบัด และโรคเบาหวาน ส่วนต่อมาที่เราต้องรู้เกี่ยวกับ โรคไข้หวัดใหญ่ก็คือ  อาการของผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ โดยผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ จะมีอาการไอ เจ็บคอ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หนาวสั่นหรืออ่อนเพลีย ประมาณ 3-4 วัน แต่ในบางรายอาจมีอาการรุนแรง เช่น หูชั้นกลางอักเสบ และปอดบวม โดยเฉพาะในเด็กเล็ก และผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง
      วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่คืออะไร
วัคซีนป้องกัน
โรคไข้หวัดใหญ่ผลิตจากเชื้อโรคไข้หวัดใหญ่ ที่ตายแล้วครับ (จำไว้นะคับว่าตายแล้ว) นำมาฉีดเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันการเจ็บป่วยจากเชื้อโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ที่แพร่ติดต่อจากคนสู่คนในปัจจุบัน แต่ไม่สามารถป้องกันไข้หวัดนกได้
        โดยที่ภูมิคุ้มกันนี้จะเกิดขึ้นภายใน
2 สัปดาห์หลังจากได้รับวัคซีนแล้ว และสามารถป้องกันได้ 1 ปี อย่างไรก็ตามผู้ป่วยที่ได้รับวัคซีนแล้วอาจป่วยเป็นโรคนี้ได้ แต่จะมีอาการเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีน
       
ประโยชน์ที่ได้รับจากการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่
การฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิด โรคไข้หวัดใหญ่ รวมถึงภาวะแทรกซ้อนจากโรคไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงวัยที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง จะช่วยลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
ข้อควรระวังและผู้ที่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่
โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติดังนี้
       
1. มีประวัติการแพ้ส่วนประกอบใดๆ ในวัคซีนได้แก่ แพ้ไข่ โปรตีนไก่ นีโอมัยซิน เจนต้ามัยซิน ฟอร์มาลดีไฮด์ ออกโตซินอล
       
2. เคยมีอาการแพ้ หรือผิดปกติใดๆจากการได้รับ
วัคซีนในครั้งก่อน
       
3. เคยมีประวัติการเกิดโรคทางระบบประสาทหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง
อาการไม่พึงประสงค์ภายหลังได้รับวัคซีนโรคไข้หวัดใหญ่
หลังฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่อาจมีไข้ต่ำๆ หรือปวดบริเวณที่ฉีดได้ มักหายเองใน 1-2 วัน พบน้อยมากครับที่เกิดอาการแพ้รุนแรง
        สุดท้ายนี้อยากฝากให้ท่านผู้ติดตาม
บทความสุขภาพ ได้นำเกร็ดความความรู้เรื่องสุขภาพ : การให้บริการวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ สำหรับผู้ที่มีโรคเรื้อรัง ไปต่อยอดในการติดต่อขอรับวัคซีน นะครับผม ท้ายๆนี้ขอฝากหัวข้ออื่นๆที่มีประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านทุกๆท่านครับผม

ขอบคุณภาพประกอบจากกระปุกดอทคอมครับผม

วันศุกร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

อาหารเพื่อสุขภาพ กับ น้ำมันรำข้าวและแกมมา โอริชานอล

อาหารเพื่อสุขภาพ กับ น้ำมันรำข้าวและแกมมา โอริชานอล 
อาหารเพื่อสุขภาพ น้ำมันรำข้าว

        สวัสดีครับพี่น้องแฟนคลับ บทความสุขภาพ ที่เคารพรักทุกท่าน เจอกันเช่นเคยครับกับวันแรกของการทำงาน ในวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๕๖ ทีมงาน บทความสุขภาพ เชื่อว่าหลายๆท่านที่อ่านบทความนี้ทานข้าวเป็นอาหารหลัก แต่ท่านผู้อ่านทราบไหมว่าสิ่งที่เราทานกันอยู่ทุกๆวันนี้มีประโยชน์ต่อเรามากมายเท่าใด หลายๆหน่วยงาน มีการส่งเสริมสุขภาพ ด้วยการรณรงค์ให้บุคลากรในหน่วยงานทานอาหารมื้อเช้าแทนการทานกาแฟก่อนเริ่มงาน หลายๆโรงเรียน ส่งเสริมสุขภาพ ด้วยการรณรงค์ให้ผู้ปกครองทำกับข้าวให้เด็กทานเพื่อสุขภาพเด็ก จะได้มีความแข็งแรงและส่งผลให้สุขภาพจิตของเด็กๆดีตามไปด้วยทำให้เรียนได้เข้าใจมากขึ้น และบางร้านอาหารจัดอาหารเพื่อสุขภาพโดยเน้นเมนูข้าว เป็นเมนูอาหารเพื่อสุขภาพ วันนี้ทางทีมงาน บทความสุขภาพ จึงอยากนำเสนออาหารเพื่อสุขภาพ ที่เรียกว่า ข้าว
        โดยข้าวจัดเป็นเมนูอาหารเพื่อสุขภาพ สำหรับคนไทยมาช้านาน เนื่องจากเป็นพืชที่ปลูกง่าย (ส่วนตัวผู้เขียนคิดว่าไม่ง่ายเลยลำบากมากๆครับ) และเหมาะกับสภาพภูมิประเทศของเราเป็นอย่างมากครับผม นอกจากนี้ยังมีสารอาหารอีกหลายชนิดที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ด้วยกรรมวิธีการผลิตข้าวทำให้สารอาหารต่างๆที่อยู่ในข้าวถูกทำลายไปครับ  โดยเฉพาะในส่วนของรำข้าวครับ (
Rice Bran) และจมูกข้าว (Rice Germ) ซึ่งจะอุดมไปด้วยสารอาหารที่ให้ประโยชน์มากมายเช่น กรดไลโนเลอิก งงกันใช่ไหมครับว่ามันคืออะไรส่วนมากๆเราๆท่านๆจะรู้จักในชื่อ โอเมก้า 6 กรดโอเลอิก หรือเรียกว่าโอเมก้า 9 นั่นเองครับท่านผู้อ่าน มีกลุ่มวิตามินอี และสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุดคง
หนีไม่พ้นเจ้าตัว แกมมา โอริซานอล
       
        ดังนั้นเพื่อให้ร่างกายได้รับ แกมมา โอริซานอล และสารอาหารอื่นๆในปริมาณที่เพียงพอต่อการดูแลสุขภาพ บ้างครั้งจำเป็นต้องพึ่งอาหารเสริมที่มีสารพวกนี้อยู่ครับ ซึ่งจัดเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับคนที่ต้องการ การดูแลสุขภาพ  พูดมาถึงตรงนี้คงสงสัยกันใช่ไหมครับว่าเจ้าตัว แกมมา โอริซานอล นี่มันคืออะไรกันหน๋อ มันก็คือ สารอาหารที่พบได้มากทั้งในจมูกข้าว และรำข้าว คุณสมบัติที่สำคัญคือ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และมีประโยชน์ต่อการดูแลสุขภาพ เป็นอย่างมากๆครับ เช่นประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ได้ขึ้นทะเบียนให้สารอาหารชนิดนี้เป็นยา เพื่อใข้ในการรักษาหรือบรรเทาอาการของโรคต่างๆ ต่อไปดูกันซิว่า ตัว แกมมา โอริซานอล  มีคุณประโยชน์ในด้านการส่งเสริมสุขภาพ อย่างไร
        ส่งเสริมสุขภาพ หัวใจ โดยการควบคุมโคเลสเตอรอลให้อยู่ในระดับปกติทั้ง โคเลสเตอรอล ชนิด
LDL และ โคเลสเตอรอล โดยรวม ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเร่งกระบวนการกำจัด โคเลสเตอรอล ให้เร็วขึ้น รวมทั้งไปยับยั้งกระบวนการดูดซึม โคเลสเตอรอล  ไม่ให้เข้าสู่ร่างกาย ทั้งนี้ยังยับยั้งการจับตัวกันของเกล็ดเลือด ส่งผลให้เลือดสามารถไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ

        บรรเทาอาการต่างๆ ในช่วงวัยทอง ลดอาการต่างๆ ในช่วงวัยทอง ที่เกิดจากความไม่สมดุลย์ของฮอร์โมน โดยตัว แกมมา โอริซานอล จะลดการหลั่งของ LH และไปเพิ่มการปลดปล่อยสาร เอนโดรฟิน จากสมองส่วนโฮโพธาลามัส แทน

        ดูแลสุขภาพผิว กักเก็บความชุ่มชื้นให้กับผิว ควบคุมการทำงานของต่อมไขมันใต้ผิวหนังและยับยั้งกระบวนการสร้างเม็ดสีผิว

สารอาหารที่มีในน้ำมันรำข้าว และจมูกข้าว
กรดโอเลอิก
เป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวครับ จัดอยู่ในกลุ่มไขมันโอเมก้า
9 มีคุณสมบัติที่สำคัญคือ ควบคุมระดับไขมันในเลือด เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับหลอดเลือด และลดการเกาะตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือด
กรดไลโนเลอิก เป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวที่จำเป็นต่อร่างกาย จัดอยู่ในกลุ่มโอเมก้า
6 คุณสมบัติที่สำคัญคือต้านอาการอักเสบ และช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้ผิวพรรณ
วิตามินอี น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวเป็นผลิตภัณฑ์ที่อุดมด้วยกลุ่มของวิตามินอี ซึ่งอยู่ในรูปของโทโคเฟอรอล และ โทโคไตรอีนอล ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในการต้านอนุมูลอิสระช่วยชละการเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและการเกิด
มะเร็งต่างๆ
โครเมียม  แร่ธาตุที่ช่วยส่งเสริมกระบวนการเผาผลาญและควบคุมน้ำตาลในกระแสเลือดให้อยู่ในระดับที่ปกติ
วิตามินบีรวม  ส่งเสริมการทำงานของระบบประสาทและสมอง ลดอาการเหน็บชา ส่งเสริมการเผาผลาญในร่างกายให้ปกติ